นิยามความรัก ทริคความรัก LOVE “โสด” ที่ไม่ได้แปลว่า “เหงา หรือ โดดเดี่ยว” ตอนที่ 1

“โสด” ที่ไม่ได้แปลว่า “เหงา หรือ โดดเดี่ยว” ตอนที่ 1


“โสด” ที่ไม่ได้แปลว่า “เหงา หรือ โดดเดี่ยว” ตอนที่ 1 นิยามความรัก ทริคความรัก

            “โสด” ที่ไม่ได้แปลว่า “เหงา หรือ โดดเดี่ยว” ตอนที่ 1 เมื่อชีวิตของพวกเราเดินหน้าเข้าสู่ช่วงอายุ
20 – 30 ปี ถือเป็นเวลาสำคัญที่ผู้คนกำลังสร้างตัวตามทิศทางที่ตนเองคาดหวัง เช่น การหางานที่มั่นคง การเรียนต่อ หรือการหาคู่ครอง ขณะที่พวกเรากำลังเดินทางเหล่าคนรู้จักก็มักจะถามถึงความเป็นอยู่ของเราในเวลานี้ และเรื่องหัวใจเหมือนจะเป็นเรื่องที่ใช้เปิดประเด็นได้เป็นอย่างดี “ตอนนี้มีแฟนหรือยัง?” ซึ่งเป็นคำถามที่เหล่าคนโสดมักได้ยินเสมอโดยเฉพาะวันรวมญาติ ดังนั้นผู้เขียนจึงมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความโสดกัน

วัฒนธรรมกับความโสด

            ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติอันเหนียวแน่นมักจะรวมตัวกันตามโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น วันปีใหม่ สงกรานต์ คริสต์มาส เพราะนานทีปีหนกว่าจะได้เจอกันทำให้เกิดการตัดสินพัฒนาการชีวิตซึ่งกันและกันโดยเปรียบเทียบจากที่เจอกันครั้งก่อน ซึ่งกลุ่มคนมีคู่และคนโสดก็เป็นหนึ่งในเกณฑ์นี้ สมาชิกที่มีคู่มักเชิญคนรักของตนเองมาร่วมรับประทานอาหารในวันรวมญาติ ร่วมถ่ายรูปกับครอบครัว ซึ่งการเชิญคนนอกเฉพาะคนรักเข้ามาเพื่อประกาศต่อเครือญาติว่าบุคคลนี้อาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสักวันหนึ่ง ภาพรวมของการกระทำดังกล่าวสะท้อนถึง (1) ผู้คนมักมองหาความสัมพันธ์แบบโรแมนติก (2) ทัศนคติต่อการมีความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับคนรักนั้นดีกว่าการอยู่คนเดียว จนทำให้ผู้คนมองว่าการถือตนเป็นโสดนั้นมอบความสุขน้อยกว่าและเหงามากกว่าคนมีคู่ แม้ทัศนคติเหล่านี้จะแพร่หลายในสังคมปัจจุบัน แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ามันไม่เป็นจริง

ผู้คนมีแนวโน้มอยู่คนเดียวมากขึ้น

            จากการศึกษาประชากรสหรัฐฯ ที่ไม่แต่งงานและครองตนเป็นโสด เก็บข้อมูลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ2548 พบว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิงที่ไม่แต่งงานแต่มีคู่รัก” ถัดมาอีกห้าปีกลุ่มคนที่แต่งงานกลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมสหรัฐฯ และอัตราส่วนของคนที่ไม่แต่งงานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่ามีแนวโน้มเลือก “ไม่แต่งงานและครองตนเป็นโสด” เพราะเรื่องการเงินส่วนบุคคลมีบทบาทในตัวเลือกนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียมที่ลำบากกว่าคนรุ่นก่อนหน้า โดยพิสูจน์แล้วถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ทุนทางเศรษฐกิจ” กับ “อัตราการแต่งงาน” สรุปคือเมื่อมีเงินในกระเป๋าน้อยคนก็ตัดสินใจแต่งงานน้อยลง อย่างไรก็ดีรูปแบบของครอบครัวที่เปลี่ยนไปนั้นไม่ได้มาจากเงื่อนไขเดียว แต่ก็สะท้อนให้เห็นทัศนคติใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม ได้แก่ “ความสัมพันธ์แบบโรแมนติก ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน” “การเป็นโสด นั้นเอื้อให้ผู้คนเติบโตและมีอิสระได้มากกว่า” ซึ่งผู้คนก็สนใจมากขึ้นด้วย

ขอบคุณภาพจาก https://unsplash.com/

#วัฒนธรรมความโสด #โสดอยู่ได้ #อยู่คนเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *